วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

กิจกรรมการสอนศีลธรรมในโรงเรียนระดับประถมศึกษา สัปปุริสธรรม ๗

สัปปุริสธรรม ๗ ประการ
คำว่า สัปปุริสธรรม  แปลว่า ธรรมะของคนดี หมายความว่า ผู้ใดมีธรรมเหล่านี้แล้ว  ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นคนดี    คนดีที่พระพุทธศาสนายกย่อง  มิได้เป็นคนงมงายหรือเป็นคนซื่อจนเซ่อ  แต่เป็นคนฉลาดมีเหตุผล  รู้จักใช้ความคิด  วางตัวได้ดีและมีมนุษย์สัมพันธ์เหมาะสม  สัปปุริสธรรมมี  ๗ ประการ  ดังนี้
                ๑)  อัตถัญญุตา  คือ              ความเป็นผู้รู้จักวิเคราะห์สาเหตุของสถานการณ์และความเป็นไปของชีวิต
                ๒)  ธัมมัญญุตา  คือ             ความเป็นผู้รู้จักวิเคราะห์สาระและผลอันเกิดจากสาเหตุดังกล่าว
                ๓)  อัตตัญญุตา  คือ             ความเป็นผู้รู้จักวิเคราะห์ตนเองทั้งในด้านความรู้  คุณธรรม และความสามารถ
                ๔)  มัตตัญญุตา คือ              ความเป็นผู้รู้จักหลักของความพอดี  การดำเนินชีวิตพอเหมาะพอควร 
                ๕)  กาลัญญุตา  คือ              ความเป็นรู้จักปฏิบัติตนให้ถูกกาลเทศะ
                ๖)  ปริสัญญุตา  คือ              ความเป็นผู้รู้ปฏิบัติ  การปรับและแก้ไขตนให้เหมาะกับสภาพกลุ่มและชุมชน
                ๗)  ปุคคลัญญุตา คือ           ความเป็นผู้รู้จักปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับบุคคลที่มีความแตกต่างกัน
 ไตรสิกขา
                                เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดความตั้งใจดีและมีมือสะอาด  นักบริหารต้องประกอบตนไว้ใน
ไตรสิกขาข้อที่ต้องสำเหนียก  ๓  ประการ คือ
                                                ๑.   ศีล                    การรักษากายวาจาใจให้   เป็นเครื่องสนับสนุนให้กาย (มือ) สะอาด
                                                ๒.  สมาธิ               เป็นเครื่องสนับสนุนให้ใจสงบ
                                                ๓.  ปัญญา             เป็นเครื่องทำให้ใจสว่าง  รู้ถูก  รู้ผิด

กิจกรรมการสอนศีลธรรมในโรงเรียนระดับประถมศึกษา ธรรมเครื่องให้ก้าวหน้า

ธรรมเครื่องให้ก้าวหน้า ๗ ประการ
                นักบริหารในตำแหน่งต่าง ๆ ย่อมหวังความเจริญก้าวหน้าได้รับการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นพระพุทธองค์ทรงตรัสธรรมเครื่องเจริญยศ (ความก้าวหน้า)  ไว้ ๗ ประการ คือ
                                                 ๑.   อุฎฐานะ          หมั่นขยัน
                                                ๒.  สติ                   มีความเฉลียว
                                                ๓.  สุจิกัมมะ         การงานสะอาด
                                                ๔.  สัญญตะ          ระวังดี
                                                ๕.  นิสัมมการี      ใคร่ครวญพิจารณาแล้วจึงธรรม
                                                ๖.  ธัมมชีวี             เลี้ยงชีพโดยธรรม
                                                ๗.  อัปปมัตตะ     ไม่ประมาท
พระพุทธโอวาท ๓
       นักบริหารที่ทำงานได้ผลดีเนื่องจากได้  ”ตั้งใจดี” และ “มือสะอาด” พระพุทธองค์ได้วางแนวไว้ 3 ประการ ดังนี้
                                ๑.  เว้นจากทุจริต  การประพฤติชั่ว  ทางกาย  วาจา ใจ
                                ๒.  ประกอบสุจริต  ประพฤติชอบ  ทางกาย  วาจา  ใจ
                                ๓.  ทำใจของตนให้บริสุทธิ์สะอาด  ไม่โลภ  ไม่โกรธ  ไม่หลง
          การนำหลักธรรมที่ประเสริฐมาปฏิบัติ  ย่อมจักนำความเจริญ  ตลอดจนความสุขกาย สบายใจให้บังเกิดแก่
ผู้ประพฤติทั้งสิ้น สมดังพุทธสุภาษิตที่ว่า “ ธัมโม  หเว รักขติ  ธัมมจาริง” ธรรมะย่อมคุ้มครองรักษาผู้ประพฤติธรรม

กิจกรรมการสอนศีลธรรมในโรงเรียนระดับประถมศึกษา การบริหารวัดที่ดี

การบริหารวัดที่ดี
การที่จะบริหารวัดที่ดีต้องอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา   ต้องยึดหลักพระธรรมวินัย    ต้องมีความ
เที่ยงธรรมต่อการบริหาร   หลักธรรมหรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น     ถึงแม้ว่าจะมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลนับถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๒๕๕๒ กว่าปีแล้ว แต่ทุกหลักธรรมยังคงทันสมัยอยู่เสมอ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่อง ดำเนินชีวิตและแนวทางในการบริหารงานได้เป็นอย่างดี  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะหลักธรรมดังกล่าว    เป็นความจริงที่
สามารถพิสูจน์ได้ที่เรียกว่า  “สัจธรรม”   ปฏิบัติได้เห็นผลได้อย่างแท้     จริงอยู่ที่เราจะนำหลักธรรมข้อใดมาใช้ให้
เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด สำหรับนักบริหารก็มีหลักธรรมสำหรับยึดถือและปฏิบัติอย่างมากมายมีดังต่อไปนี้
พรหมวิหาร  ๔  เป็นหลักธรรมของผู้ใหญ่(ผู้บังคับบัญชา)  ที่ควรถือปฏิบัติเป็นนิตย์ มี ๔ ประการ คือ
๑.  เมตตา      ความรักใคร่  ปรารถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุข
๒.  กรุณา      ความสงสาร                  คิดช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์
๓.  มุทิตา      ความพลอยยินดี            เมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข
๔.  อุเบกขา   วางตนเป็นกลาง          ไม่ดีใจ  ไม่เสียใจ  เมื่อผู้อื่นถึงวิบัติ  มีทุกข์
ไม่ลุอำนาจอคิต ๔ ประการอคติ  หมายความว่า  การกระทำอันทำให้เสียความเที่ยงธรรม  มี ๔ ประการ
๑.  ฉันทาคติ          ลำเอียงเพราะรักใคร่
๒.  โทสาคติ         ลำเอียงเพราะโกรธ
๓.  โมหาคติ          ลำเอียงเพราะเขลา
๔.  ภยาคติ             ลำเอียงเพราะกลัว
อคติ ๔ ประการนี้ ผู้บริหาร/ผู้ใหญ่  ไม่ควรประพฤติเพราะเป็นทางแห่งความเสื่อม
ต้องปฏิบัติตามหลักธรรมาธิปไตย ๓ ประการ ได้แก่
อัตตาธิปไตย
โลกาธิปไตย
ธรรมาธิปไตย
เมื่อปฏิบัติได้เราก็สร้างศาสนทายาท   มีการจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรม   บรรพชาสามเณรเพื่อสืบทอดมรดกทางศาสนาให้คงอยู่และพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพ    ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามความสามารถและเหมาะสม  ที่สำคัญปูชนียบุคคลควรนำมายกย่องเชิดชูเป็นแบบอย่าง         เมื่อมีผู้ที่สามารถเผยแผ่พระศาสนา   โดยมีแม่แบบคือครูอาจารย์ที่แนะนำสั่งสอนแล้วปฏิบัติตามแนวทางที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย           พระศาสนาก็จะเจริญรุ่งเรือง    เป็นการจัดสรรคัดเลือกในการวางแผนที่ถูกต้องเป็นระบบแล้วประสานงานสร้างเครือข่ายบริหารด้านกฎหมายให้รู้วิธีการปกป้องทรัพย์สินศาสนสมบัติของวัด      ก็ไม่ทำให้วัดต้องเสียประโยชน์จัดฝ่ายการศึกษา เป็นเครือข่ายที่มีการถ่ายโอนข้อมูลแลกเปลี่ยนความ รู้ให้เป็นแนวทางเดียวกัน   สร้างสื่อเพื่อการพัฒนาการสอนที่ทันสมัย    ฝ่ายประชาสัมพันธ์มีการจัดนิทรรศการในเทศกาลสำคัญทางศาสนา          มาการเรียนรู้และอบรมด้านการทำบัญชีการเงิน  ทั้งหมดมีการฝึกบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่แล้วต้องทำการพิจารณาผู้ที่มีคุณสมบัติในแต่ละด้าน  เพื่อเป็นที่ปรึกษาเช่น     ด้านกฎหมายเป็นต้นป้องกันการถูกร้องเรียนที่ไม่เป็นธรรม    ในด้านนวกรรมก็ปรึกษาได้จากทางเจ้าหน้าที่กรมศิลป์เป็นต้นให้การออกแบบก่อสร้างอาคารหรือถาวรวัตถุเมื่อปฏิบัติได้เรียกว่าเข้าถึงประชาชน  ศาสนาก็จะเจริญรุ่งเรือง

กิจกรรมการสอนศีลธรรมในโรงเรียนระดับประถมศึกษา พระสีวลี

ประวัติพระสีวลี
                ถ้าพูดถึงพระสีวลีเถระก็ต้องพูดถึงเรื่องลาภสักการะ เพราะว่าพระองค์เป็นผู้ที่มีลาภสักการะมาไม่ขาด ไม่ว่าจะไปที่ไหน หรือว่าเป็นที่แร้นแค้นมากแค่ไหนหากว่าพระสีวลีไปที่นั่น ท่านก็จะได้ของใส่บาตรอยู่เสมอ
                เรื่องราวของพระสีวลีเถระเริ่มต้องที่เมืองโกลิยะ ซึ่งพระมารดาของพระสีวลีก็คือ พระนางสุปปวาสา เป็นพระธิดาของเจ้าเมืองโกลิยะนั่นเอง
                พระสีวลีนั้นเมื่อคราวได้เกิดมาปฏิสนธิในครรภ์ของมารดารนั้นก็ได้ให้คุณมารดาอเนกอนันต์ กล่าวคือ เป็นผู้ที่ทำให้มารดาได้ลาภหลายอย่าง โดยตั้งแต่ครรภ์พระสีวลีนั้นพระนางสุปปวาสาก็ได้เครื่องบรรณาการ  ๕๐๐ ทุกเช้าเย็น และไม่ว่าท่านจะไปที่ไหนหรือว่าจับต้องอะไร ก็กลายเป็นลาภ มีของไหลมาเทมาไม่หมด จับข้าวก็มีข้าวออกมามากมาย หากว่าจับหม้อแกง ก็มีแกงตักเลี้ยงไม่ได้ขาด
                ข่าวเรื่องของพระนางสุปปวาสาได้กระจายออกไปก็มีผู้คนเดินทางมาเพื่อให้พระนางสุปปวาสาช่วยทำให้ทำนาได้ผลดี ส่วนหนึ่งนั้นก็ต้องการจะทดสอบดูว่าสิ่งที่เขาร่ำลือกันนั้นเป็นจริงหรือไม่ซึ่งหากว่าเป็นจริงก็จะเป็นผลดีแก่เทือกสวนไร่นา ที่ตอนนั้นกำลังได้รับความทุกข์ร้อนอย่างหนัก เนื่องจากว่าดินเริ่มเสีย ฝนก็ตกน้อย ไม่ตกต้องตามฤดูกาลนั่นเอง
                ชาวนาหลายต่อหลายคนในเมืองนั้นได้เดินทางมาที่วังของพระนางสุปปวาสาเพื่อขอความช่วยเหลือให้พระนางนั้นไปจับข้าวในยุ้งฉางและหม้อข้าวที่ใส่ข้าวเพื่อความเป็นสิริมงคลและนำพาโชคลาภต่าง ๆ มาให้นั่นเอง
                การเดินทางของชาวนานั้นสร้างความประหลาดใจให้กับทหารยามและพระนางเป็นอย่างมากแต่พระนางก็ยอมให้ชาวนาเหล่านั้นเข้าเฝ้าเพื่อขอร้องให้พระนางสุปปวาสาไปช่วยเหลือให้พ้นจากภัยครั้งนี้
                “ปีนี้เทือกสวยไร้นาเสียหาย ข้าวก็ปลูกไม่ดี ดีไม่ดีเราอาจจะอดตายกัน พวกข้าพเจ้าได้ยินชื่อเสียงของความให้โชคลาภของพระนางไม่ว่าจะทรงหยิบหรือจับอะไรนั้นก็ล้วนแต่เป็นผลบริบูรณ์ไปหมด” ตัวแทนชาวนากล่าว
                “หากว่าพวกท่านเห็นว่าเราสามารถเป็นประโยชน์ได้ เอาเถอะเราจะไป แต่เราขอกล่าวก่อนว่าคนที่มีบารมีนั้นหาเป็นตัวเราไม่ หากแต่เป็นบุตรของเราที่อยู่ในครรภ์ที่ให้จตุปัจจัยลาภต่าง ๆ” พระนางสุปปวาสากล่าวตอบ
                เมื่อได้ยินคำกล่าวของพระนางสุปปวาสา ทุกคนก็ยินดีกันใหญ่ชาวนาเหล่านั้นจึงได้นำเอาเมล็ดพันธ์มาให้พระนางฯ จับซึ่งพระนางฯ นั้นก็จับเมล็ดพืชผลนั้นแต่โดยดี และอธิษฐานให้ลาภผลที่บังเกิดแก่พระนางฯ นั้น เผื่อแผ่ไปให้กับผู้คนเหล่านั้นด้วยเถิด
                หลังจากกาลเวลาผ่านไปแล้วเมล็ดพันธุ์ที่พระนางฯ ได้จับนั้นก็ออกผลผลิตออกมาจากรวงข้าวเป็นอย่างดี และน่าประหลาดเหลือเกินที่เมล็ดเหล่านั้นให้ผลผลิตมากมายกว่าปกติ ทั้ง ๆ ที่เป็นเม็ดเดิมที่เคยปลูกกันอยู่เป็นประจำ
                ด้วยสาเหตุนั้นความมีโชคลาภอันเกิดจากบุตรที่อยู่ในครรภ์ของพระนางฯ นั้น ก็ยิ่งมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ
                พระนางสุปปวาสารทรงครรภ์ถึง ๗ ปี ๗ เดือน แล้วพระนางฯ ก็เกิดอาการเจ็บท้องคล้ายจะคลอด แต่เด็กก็ไม่ยอมออกมาเสียที ทำให้พระนางฯ ต้องเจ็บท้องทนทุกข์ทรมานอยู่ประมาณ ๗ วัน พระนางสุปปวาสาทรงขอให้พระสวามีเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังคำสอนและนำเอามาพูดให้พระนางฟังเมื่อพระสวามีมาถึงพระนางฯ ก็ทรงคลอดออกมาได้อย่างสบายราวกับเป็นการเทน้ำออกจากกระบอกอย่างไรอย่างนั้น หลังจากนั้นพระนางฯ ก็จัดอาหารถวายพระพุทธเจ้าเป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน ในวันสุดท้ายของการถวายทาน พระสีวลีก็ได้ช่วยพระมารดาถวายทานอยู่อย่างขะมักเขม้นและในขณะนั้นเองพระสารีบุตรก็ได้มีโอกาสสนทนากับพระสีวลีบุตร เมื่อพูดคุยกันอยู่ชั่วครู่พระสีวลีก็ขออนุญาตพระมารดาเพื่อบรรพชา โดยการบรรพชาครั้งนี้ก็สร้างความปลาบปลื้มยินดีแก่พระนางสุปปวาสาเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยรู้ว่าการบวชนั้นเป็นมหาบุญอันยิ่งใหญ่ นอกจากนี้หากว่าพระสีวลีบุตรนั้นเข้าใจธรรมจากท่องแท้แล้วไซร้ก็จะสามารถสำเร็จมรรคผลและพ้นจากวัฏสงสารได้ตลอดกาล
                เมื่อถึงเวลาบรรพชานั้น แน่นอนว่าจะต้องมีพิธีปลงผมของสีวลีบุตร แต่เมื่อจรดมีดโกนแล้วโกนครั้งแรกนั้น พระสีวลีที่กำลังพิจารณาเรื่องความทุกข์เมื่ออยู่ในพระครรภ์มารดาถึง ๗ ปี ๗ เดือน วันนั้นก็สำเร็จโสดาปัตติผล และเมื่อจรดมีดโกนผมออกเป็นครั้งที่สองนั้นสีวลีบุตรก็สำเร็จมรรคผลได้สกทาคามีผล ครั้งที่สามสำเร็จอนาคามีผล และเมื่อปลงผมเสร็จสีวลีบุตรก็สำเร็จอรหันตผลนั่นเอง
                หลังจากที่พระสีวลีนั่นได้บรรพชาอยู่ในเพศบรรพชิตแล้ว ก็มีเรื่องราวมากมายให้เป็นที่กล่าวขานตามมา นั่นก็คือ เป็นผู้ที่มีลาภมาก กล่าวคือ เวลาไปที่ไหนแล้วก็จะมีผู้นำเข้าปลาอาหารอย่างดีมาทำบุญไม่สร่างซา แม้แต่ในที่ทุรกันดารหากว่าพระสีวลีเดินทางไปเยือนก็จะมีผู้เข้ามาทำบุญ ถวายข้าวปลาอาหารและสิ่งต่าง ๆ อยู่อย่างเนืองแน่น
                แต่ก็ใช่ว่าข้าวของเครื่องใช้ อาหารต่าง ๆ นี้จะได้เฉพาะพระสีวลี เพราะหากว่าในยามนั้นพระสีวลีนั้นอยู่กับผู้ใด พระภิกษุรูปนั้นก็จะได้อานิสงส์ไปด้วยเช่นนั้นและนี่ก็เป็นที่มาของเอตทัคคะในด้านของผู้มีลาภนั่นเอง

กิจกรรมการสอนศีลธรรมในโรงเรียนระดับประถมศึกษา พระพุทธศาสนาหลักสูตรใหม่

          พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย (มจร.) เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบหมายให้ มจร. ปรับปรุงหลักสูตรวิชาพระพุทธศาสนา เพื่อให้การเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่นนั้น ๆ เนื่องจากที่ผ่านมาแต่ละโรงเรียนพบปัญหาการเรียนการสอนพระพุทธศาสนา ๒ เรื่อง คือ           ๑.จัดเวลาเรียนน้อย และในระดับ ม.ปลาย โดยเฉพาะชั้น ม.๔-๕ มีการสอนสังคมศึกษาแบบรวม ๆ โดยไม่ได้มีการสอนวิชาพระพุทธ ศาสนาเป็นการเฉพาะ           ๒.หลักสูตรไม่ทันสมัย เด็กเรียนแล้วรู้สึกเบื่อ ซึ่งขณะนี้ มจร. ได้ปรับปรุงหลักสูตรวิชาพระพุทธศาสนาฉบับใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะเริ่มใช้ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ นี้
 
          พระธรรมโกศาจารย์ กล่าวต่อไปว่า เนื้อหาหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาฉบับใหม่จะใช้หลักของภาวนา ๔  คือ กายภาวนา หมายถึง พฤติกรรม ร่างกายที่แข็งแรง ศีลภาวนา หมายถึง หลักการอยู่ร่วมกับผู้อื่น จิตภาวนา หมายถึง สุขภาพจิตที่ดี ปัญญา หมายถึง การรู้ เข้าใจ สิ่งที่เกิดขึ้น และทางแก้ปัญหา เป็นแกนหลัก ควบคู่กับการทำกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนมากขึ้น รวมทั้งจะมีการฝึกวิธีคิดให้แก่เด็ก ซึ่งใน 
          ระดับชั้น ป.๑-๓ จะเน้นเรื่องการบริหารจิตเจริญปัญญา เช่น การร้องเพลงสร้างสมาธิ เป็นต้น           ระดับชั้น ป.๔-๖ เน้นการปฏิบัติตนเองการเป็นชาวพุทธที่ดี การเป็นคนดีควรทำอย่างไร           ระดับชั้น ม.๑-๓ เรียนรู้เรื่องของการเข้าสังคมร่วมกับผู้อื่น           ระดับชั้น ม.๔-๖ จะเน้นนักเรียนให้เรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองศึกษาต่อ  ทั้งนี้หลักสูตรใหม่ยังคงจะต้องมีเรียนพุทธประวัติ หน้าที่ชาวพุทธ และหลักธรรมคำสอนเป็นความรู้พื้นฐาน เพื่อให้เด็กเกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนาด้วย  

กิจกรรมการสอนศีลธรรมในโรงเรียนระดับประถมศึกษา พุทธประวัติ


พุทธประวัติ
                        เมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว   มีราชธานีเมืองหนึ่งชื่อว่า กรุงกบิลพัสดุ์   ตั้งอยู่ในอาณาจักร ชมพูทวีป
มีพระราชาพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ เป็นผู้ครองนคร  และมีพระมเหสีพระนามว่า    พระนางสิริมหามายา
                เมื่อพระนางสิริมหามายาทรงมีพระครรภ์ จึงได้ทูลขออนุญาตจากพระราชสวามี เพื่อเสด็จไปยังกรุงเทวทหะ อันเป็นถิ่นกำเนิดของพระนาง   ครั้นเมื่อขบวนเสด็จผ่านมาถึงสวนลุมพินี      พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หลังจากนั้นก็เสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์   เมื่อพระโอรสประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะ  ทรงประกอบพิธีขนานพระนาม โดยเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน มาประชุมเพื่อทำพิธี  ในครั้งนั้นทรงขนานพระนามว่า สิทธัตถะ แปลว่า ผู้สำเร็จตามความประสงค์   และยังได้ทำนายว่า ถ้าพระโอรสอยู่ครองเมืองจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ แต่ถ้าออกผนวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก
                หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๗ วัน พระนางสิริมหามายาได้สิ้นพระชนม์ลง เจ้าชายสิทธัตถะจึงได้อยู่ในความดูแลของพระนางปชาบดีโคตมี   ซึ่งเป็นน้องสาวของพระนางสิริมหามายา  เจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมพรรษาได้ ๗ พรรษา ดังนั้นพระราชบิดาให้ศึกษาศิลปวิทยาในสำนักครูวิศวามิตร เจ้าชายสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วจนสิ้นความรู้ของอาจารย์
                เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ได้อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือ ยโสธรา และเมื่อพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา มีพระโอรสองค์หนึ่งพระนามว่า ราหุล
ตรัสรู้
                ครั้งหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จออกประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูต ๔ ได้แก่ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ   ทำให้พระองค์คิดว่า คนทั้งหลายล้วนต้องประสบการเกิด แก่ เจ็บ และตายไม่มีใครรอดพ้น และคิดว่าการออกบวชจะช่วยให้พ้นทุกข์ได้พระองค์จึงเสด็จออกบวชในคืนนั้นโดยมีม้ากัณฐกะ และมีนายฉันนะเป็นผู้ติดตามและบวชที่ฝั่งแม่น้ำอโนมา
                เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะผนวชแล้ว ได้ไปศึกษาอยู่ในสำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบสรามบุตร ศึกษาจนสำเร็จก็ไม่พบทางพ้นทุกข์ จึงเสด็จไปแสวงหาธรรมที่อื่นต่อไป
             ต่อมาพระองค์ได้บำเพ็ญทุกรกิริยากลั้นลมหายใจเข้าออก  อดอาหาร  จนพระวรกายผ่ายผอม ก็ยังไม่พบหนทางพ้นทุกข์  จึงทรงเลิกวิธีทรมานร่างกายเป็นเหตุให้ปัญจวัคคีย์ที่เฝ้าปรนนิบัติอยู่เห็นว่าพระองค์ทรงเลิกบำเพ็ญเพียรแล้วจึงได้พากันหนีไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  แขวงเมืองพาราณสี
พระสิทธัตถะได้กลับมาเสวยอาหารเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง    แล้วบำเพ็ญเพียรด้วยการนั่งสมาธิ ทำจิตให้เกิดสมาธิแน่วแน่    พิจารณาความเป็นไปของธรรมชาติจึงเกิดความรู้แจ้งตรัสรู้ใน   อริยสัจ ๔   ซึ่งถือเป็นหนทางแห่งการดับทุกข์ ณ ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์  ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา  ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ขณะที่มีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา  และได้รับการขนานพระนามใหม่ว่า พระพุทธเจ้า

กิจกรรมการสอนศีลธรรมในโรงเรียนระดับประถมศึกษา การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน

การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เป็นโครงการที่วัดต่างๆ จัดขึ้นในช่วงปิดเทอมใหญ่ คือ ระหว่างปลายเดือนมีนาคม ถึงต้นเดือนพฤษภาคม ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์หลักๆ คือ          - เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนไทยเกิดความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์              - เพื่อให้เยาวชนไทยได้ศึกษาวิชาการทางพระพุทธศาสนา ทั้งภาควิชาการ และภาคปฏิบัติ              - เพื่อเป็นการสนองนโยบายของกรมการศาสนา กรมสามัญศึกษา สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ สำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ และกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย รวมทั้งเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ อื่นๆ